พ่อเมืองแม่ฮ่องสอนลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนในพื้นที่ชุมชนใกล้การสู้รบ

เมื่อวันที่  29 พ.ค 64 นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์สั่งการชายแดน ไทย – เมียนมา ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายชนก มากพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายชนาธิป เสมแย้ม ปลัดจังหวัด นายสังคม คัดเชียงแสน นายอำเภอแม่สะเรียง พร้อมคณะหน่วยงานในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบถุงยังชีพจากกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง ซึ่งเป็นสิ่งของอุปโภคบริโภค จำนวน  100 ชุด ให้แก่ราษฎรไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างกองกำลังเคเอ็นยูกับทหารเมียนมา บริเวณฐานด๊ากวินในรัฐกะเหรี่ยงฝั่งประเทศเมียนมา ณ พื้นที่ตำบลรวบรวมพลเรือน ห้วยกองคา ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง สำหรับการเดินทางจากตัวอำเภอแม่สะเรียง มายังบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นระยะทาง 68 กิโลเมตร เป็นถนนลูกรัง 18 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 

                ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พบปะกับผู้ใหญ่บ้านท่าตาฝั่ง เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ ในพื้นที่ โดยเน้นย้ำให้สอบถามความต้องการของชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอ ให้การช่วยเหลือดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง และมีดำริในการเตรียมแผนรองรับ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชนอย่างถาวรในอนาคต บริเวณส่วนกลาง/ท้ายหมู่บ้าน อาจเป็นลักษณะต่างๆ เช่น อาคารอเนกประสงค์ บังเกอร์เฉพาะเหตุ หรือหลุมหลบภัย ตามสมควร ทั้งนี้ สร้างพื้นที่ดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงการสู้รบ ลดการเคลื่อนย้าย เป็นการสร้างความปลอดภัยที่มั่นคงถาวรให้กับชาวบ้านอย่างสูงสุด

                จากนั้น ได้เข้ารับฟังการประเมินสถานการณ์ ณ ฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 3604 โดยเจ้าหน้าที่ทหารพราน คาดการณ์ว่า จะยังคงมีแนวโน้มการปะทะอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากฐานด๊ากวิน ถือเป็นฐานยุทธศาสตร์ของเมียนมา และในปัจจุบันมีราษฎรไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลรวบรวมพลเรือน 2 แห่ง จำนวน 189 คน ดังนี้ พื้นที่ตำบลรวบรวมพลเรือน ห้วยกองกูด ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จำนวน 168 คน และ พื้นที่ตำบลรวบรวมพลเรือน ห้วยกองคา ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จำนวน 21 คน

            ขณะที่บริเวณแนวชายแดนฝั่งตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง ยังมีการสู้รบกันอย่างต่อเนื่องระหว่างกองกำลังเคเอ็นยู กับทหารเมียนมาประจำฐานด๊ากวิน  โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้อาวุธปืนสไนเปอร์ไรเฟิลซุ่มยิงระยะไกล ขณะที่ทางทหารเมียนมาหยุดการใช้เครื่องบินรบโจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อยติดต่อกันมาเป็นระยะเวลา 29 วันแล้ว ทำให้กลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาที่อยู่ในฝั่งไทยส่วนหนึ่งเริ่มมั่นใจกับสถานการณ์ สมัครใจทยอยกลับภูมิลำเนาในรัฐกะเหรี่ยงเพื่อดำเนินชีวิตตามปกติ.

        โชติ  นรามณฑล แม่ฮ่องสอน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

shares